ประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ว่า สงคราม เป็นระเบียบการของโลก เป็นประเพณีที่คู่ควร มากับโลกแต่ดึกดำบรรพ์ ไม่มีชาติใดภาษาใดในโลกที่จะก่อร่างสร้างตัวเป็นปึกแผ่นแน่นหนาโดยไม่ได้ผ่านการสงครามมา หมู่ชนหรือชาติใดที่ได้รวบรวมกันขึ้นเป็นอาณาจักรอยู่อย่างอิสระ จำเป็นต้องหาวิธีป้องกันตนเอง และจัดหากำลังไว้สำหรับป้องกันประเทศชาติ ให้พ้นจากเงื้อมมือของเหล่าศัตรู ที่จะยกมาแย่งชิงอาณาเขตหรือทำลายความเป็นอิสระภาพของชนชาติตนให้เสื่อมสูญไป การกระทำเช่นนี้เป็นลักษณะและวิสัยของมนุษย์ทุกชาติที่ต้องการความเป็นไทแก่ตนเอง ไม่ต้องการที่จะอยู่ในบังคับและถูกกดขี่บีบคั้นจากชนชาติอื่น ด้วยเหตุนี้การเกณฑ์คนมาเป็นทหาร เพื่อเป็นกำลังอำนาจให้ประเทศชาติในการที่จะป้องกันข้าศึกศัตรู จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกระทำทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
ข้อ ๑ วิธีการเกณฑ์กำลังทหาร โดยทั่วไปมีวิธีดำเนินการ
ดังนี้
๑.๑ คัดเลือกชายฉกรรจ์เข้ามาเป็นทหาร
๑.๒ วางระเบียบการควบคุม บังคับบัญชา ให้สามารถใช้กำลังทำการรบได้ทัน ท่วงทีตามความต้องการ
๑.๓ ฝึกและอบรมให้ชำนาญในการยุทธวิธี
ข้อ ๒ วิธีการเกณฑ์กำลังทหารของชนชาติต่าง
ๆ การเกณฑ์กำลังทหารของแต่ละชนชาตินั้น
มีวิธีการต่าง ๆ กัน เช่น
๒.๑ บางประเทศให้ผู้ชายทำการรบ
แต่ผู้หญิงเป็นฝ่ายประกอบการหาเลี้ยงผู้ชาย
๒.๒ บางประเทศจ้างคนชาติอื่นมาเป็นทหาร
๒.๓
บางประเทศเกณฑ์พลเมืองมาเป็นทหารชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วปลดให้พ้นหน้าที่
ไปประกอบอาชีพตามภูมิลำเนาของตน
๒.๔. บางประเทศพลเมืองมีการศึกษาดี
มีความรู้สึกรับผิดชอบในหน้าที่ของลูกผู้ชาย
จึงมีความยินดีและเต็มใจที่จะอาสาสมัครเข้ารับราชการเพื่อเป็นการสนองคุณชาติ
ข้อ ๓ การเกณฑ์กำลังทหารของไทย สำหรับประเทศไทยของเรานั้นแต่เดิมสันนิษฐานว่าตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตอนเหนือของประเทศจีนปัจจุบัน หลังจากถูกชนชาติจีนรุกราน เมื่อราว พ.ศ. ๘๐๐ จึงได้สละมณฑลฮุนหนำ กุยจิ๋ว กวางไส และกวางตุ้ง
ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่เดิมนั้นเสียแล้วพากันอพยพครอบครัวลงมาทางทิศใต้
เพื่อหาถิ่นที่อยู่ใหม่
โดยอพยพมาอยู่รวมกันเป็นหมู่เป็นพวก
ในบรรดาพวกที่มาด้วยกันนั้นถ้าใครเป็นผู้ใหญ่มีผู้เคารพนับถือมากก็จะถูกยกขึ้นเป็น เจ้าหมู่ คือเป็นหัวหน้าของหมู่ชนนั้น
รองลงมาถ้าใครเป็นหัวหน้าครอบครัวใดก็ควบคุมลูกหลานวงศ์วานของตน
ให้มีกำลังเป็นกลุ่มเป็นก้อนทั้งในเวลาปกติ
และในโอกาสที่จะออกรบพุ่งกับข้าศึกศัตรูที่มารุกราน
เพื่อขับไล่ให้ออกไปจากภูมิลำเนาที่ตนมีหลักฐานอยู่ในขณะนั้น
ข้อ ๔ ลักษณะการเกณฑ์กำลังทหารของไทยโบราณ
๔.๑ บังคับชายไทยทุกคนต้องเป็นทหาร
๔.๒ มีการควบคุมเป็นหมู่ เป็นพวกตามวงศ์สกุล ญาติพี่น้อง
โดยมีหัวหน้าเป็น เจ้าหมู่
ทำหน้าที่เป็นทั้ง
นายหมู่ และ นายกอง ทั้งสองตำแหน่ง (ฝ่ายปกครองและฝ่ายทหาร)
๔.๓. เจ้าหมู่ ขึ้นการบังคับบัญชากับ เจ้าเมือง ซึ่งเป็นหัวหน้าปกครองอาณาเขต
นั้น ๆ อีกชั้นหนึ่ง
๔.๔
เมื่อ
เจ้าเมืองต้องการรวบรวมกำลังเพื่อต่อสู้ข้าศึกศัตรูเมื่อใดก็จะสั่ง
นายบ้าน
หรือ เจ้าหมู่ ให้เกณฑ์คนที่สังกัดอยู่ตามหมู่และพวกของนาย
๔.๕ การจัดตั้งกำลังเป็นกองทัพ กำลังพลหมู่เหล่าต่าง ๆ
ต้องจัดหาศาสตราวุธ พาหนะและเสบียงอาหารของตนไปเองทั้งสิ้น
๔.๖ ประเพณีนิยมการเกณฑ์กำลังทหารของไทยแต่โบราณ ถือเอาวงศ์สกุลเป็นเกณฑ์ คือ ถ้าบิดาเป็นทหาร ลูก หลาน เหลน ก็ต้องเป็นทหารตามบิดา สืบเนื่องต่อมาจนถึงรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ จึงได้มีการเปลี่ยนแปลง
ข้อ ๕ ประวัติการทหาร และ
การสารบัญชีของไทย
นับตั้งแต่ไทยได้ทิ้งถิ่นฐานเดิมและพากันอพยพลงมาทางทิศใต้นั้น
ไทยต้องรวบรวมกัน อยู่เป็นหมู่เป็นพวกเพื่อต่อสู้ศัตรูที่มารบกวน
เพราะดินแดนแห่งใหม่ที่ไทยอพยพลงมานั้น เดิมเป็นแคว้นของชาติละว้า (ลาว) มอญ และขอม (เขมร)
จึงเป็นธรรมดาที่จะต้องถูกเจ้าของเดิมพยายามขับไล่อยู่เสมอ แต่อาศัยความสามัคคีและความมีใจเป็นนักรบของชนชาติไทยในครั้งนั้น
ไทยจึงสามารถตั้งเมืองมีขอบเขตเป็นหลักฐานใน สมัยต้น ๓ เมือง คือ
๕.๑ เมือง สิบเก้าเจ้าฟ้า ต่อมาได้นามว่า ไทยใหญ่ หรือ เงี้ยว ตั้งบ้านเรือนอยู่ทางลุ่มแม่น้ำสาละวิน
๕. ๒ เมือง สิบสองเจ้าไทย หรือ
สิบสองจุไทย
(ปัจจุบันอยู่ทางเหนือเมือง
หลวงพระบาง) ตั้งบ้านเรือนอยู่ทางฝั่งตะวันออกของลุ่มแม่น้ำโขง
๕.๓
เมือง
สิบสองปันนา หรือ เชียงรุ้ง ตั้งบ้านเรือนอยู่ทางฝั่งตะวันตกของลุ่ม แม่น้ำโขง
๕.๔
ต่อมาเมือง สิบสองจุไทย และเมือง
สิบสองปันนา ได้ชื่อว่า ไทยน้อย ซึ่งก็คือไทยเราปัจจุบันนี้นั่นเอง
๕.๕
อาณาจักรไทยทั้งปวงที่ตั้งขึ้นนี้ต่างก็เป็นอิสระต่อกันบ้าง
เป็นพันธมิตรบ้านพี่เมืองน้องกันบ้าง ตามแต่อำนาจและความสามารถของผู้ปกครองแคว้นในสมัยนั้น
ข้อ ๖ การขยายและรวบรวมอาณาเขตของชนชาติไทย
๖.๑ ราว พ.ศ. ๑๔๐๐ แคว้นสิบสองเจ้าไทยมีหัวหน้าชาตินักรบคนสำคัญเกิดขึ้น คือ ขุนบรม เจ้าเมืองแถง ได้เป็นผู้นำพวก ไทยน้อย ขยายอาณาเขตลงมาทางใต้ ได้เขตแดนขอมทางฝั่งขวา ของแม่น้ำโขง และได้ตั้งเมืองขึ้น ๒ เมือง คือ ทางฝั่งตะวันออกให้ชื่อว่า แดนลานช้าง ตั้งเมือง เซ่า (ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงพระบาง) เป็นเมืองหลวง ทางฝั่งตะวันตกเรียกว่า แดนลานนา เป็นเมืองหลวงและ ต่อมาได้สร้างเมืองเชียงแสนเป็นเมืองหลวงของแดนลานนาในภายหลัง
๖.๒ ราว
พ.ศ. ๑๗๐๐ ท้าวมหาพรม
เจ้าเมืองเชียงราย ได้นำไทยขับไล่พวกขอม
ซึ่งปกครองหัวเมืองลาวในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
ชิงเอาดินแดนได้ต่อลงมาทางทิศใต้จนถึงเมืองสวรรคโลก
ไทยจึงได้ที่มั่นวางรากฐานสร้างเมืองในดินแดนสยามเป็นครั้งแรกในปีนั้น
๖.๓ ราว พ.ศ. ๑๘๐๐ ขอมกับไทยเกิดรบพุ่งกันขึ้นอีก ไทยเป็นฝ่ายมีชัย
พระร่วงได้ขึ้นเป็นใหญ่ในแดนสยาม
(ปัจจุบันคือเมืองพิษณุโลก และนครสวรรค์) ตั้งเมืองสุโขทัยเป็นราชธานี
พระร่วง หรือ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ จึงเป็นต้นราชวงศ์พระร่วง ครองกรุงสุโขทัยสืบมา
๖.๔ พระเจ้ารามคำแหงราชโอรสองค์ที่ ๓ ของ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เป็นผู้ที่เข้มแข็งและ
มีอานุภาพมาก
ได้ขยายอาณาเขตออกไปทางทิศเหนือได้เมืองแพร่ น่าน ตลอดไปจนแม่น้ำโขง
ทางทิศตะวันออกได้ดินแดนขอมทางฝ่ายเหนือ (ปัจจุบันคือมณฑลอุดร)
จนถึงเมืองเวียงจันทน์ เวียงคำ
ทางทิศใต้ได้เมืองเป็นอาณาเขตจนสุดแหลมมาลายู
ทางทิศตะวันตกได้หัวเมืองมอญทั้งหมดจนถึงเมืองหงสาวดี เมื่อพระเจ้ารามคำแหงสวรรคต
พระเจ้าเลอไทยราชโอรส ได้ครองราชสมบัติต่อมา เป็นรัชกาลที่ ๔ ในราชวงศ์พระร่วง หัวเมืองมอญได้ก่อกบฏขึ้น กองทัพกรุงสุโขทัยยกไปปราบปราม
แต่ไม่สามารถเอาชนะได้
หัวเมืองมอญจึงได้ตั้งตนเป็นอิสระแต่นั้นมา และด้วยความอ่อนกำลังของ
กรุงสุโขทัยในครั้งนั้น
เมืองเวียงจันทน์ เวียงคำ ก็พลอยเป็นอิสระไปด้วย
๖.๕ เมืองอู่ทองหัวเมืองชั้นเอกของกรุงสุโขทัย
เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางเขตแดนระหว่างขอมกับไทย
เจ้าเมืองอู่ทองมีหน้าที่รักษาเขตแดนด้านนี้ ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าเลอไทย
เจ้าเมืองอู่ทองสามารถรบชนะขอมชิงเอาดินแดนขอมด้านตะวันออก ได้เมืองลพบุรีและหัวเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ในมณฑลปราจีนบุรีบัดนี้
และได้ขยายเขตแดนเมืองอู่ทองออกไปทางตะวันออกจนได้ปากแม่น้ำเจ้าพระยาไว้ในอาณาเขต
ทั้งหมด
๖.๖ ราว พ.ศ. ๑๘๙๐ พระเจ้าเลอไทยสวรรคต พระเจ้าอู่ทองได้ย้ายเมืองไปอยู่เมืองอยุธยา และได้สร้างกรุงศรีอยุธยาขึ้น ตั้งเป็นอิสระ ไม่ยอมขึ้นต่อกรุงสุโขทัยในอีก ๓ ปี ต่อมา ซึ่งตรงกับ
รัชสมัยของพระเจ้าธรรมราชาลิไทยโอรสของพระเจ้าเลอไทย เป็นรัชกาลที่ ๕ ในราชวงศ์พระร่วง เมื่อ
พระเจ้าอู่ทองประกาศตนเป็นอิสระภาพนั้น
พวกเจ้าเมืองฝ่ายใต้ได้พากันอ่อนน้อมยอมเป็นพวกของ
พระเจ้าอู่ทองหมดทุกเมือง พระเจ้าอู่ทองจึงมีกำลังมากจนสามารถรุกตีได้เมืองนครธม อันเป็นเมืองหลวงของขอมและได้หัวเมืองมณฑลนครราชสีมา และมณฑลจันทบุรี ไว้เป็นอาณาเขตอีกด้วย พระเจ้าธรรมราชาลิไท เมื่อเห็นกรุงศรีอยุธยามีอำนาจมากจึงยอมเป็นไมตรีอย่างบ้านพี่เมืองน้องกับ กรุงศรีอยุธยาด้วย
๖.๗ เมื่อพระเจ้าธรรมราชาลิไทย และพระเจ้าอู่ทอง หรือที่เรียกกันว่า
สมเด็จพระรามาธิบดี ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาต่างก็ได้สวรรคตลง
พระมหาธรรมราชาไสยลือไทยโอรสของพระเจ้าธรรมราชาลิไทยกับสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑
(พะงั่ว)ได้เกิดรบพุ่งกันขึ้นรบกันอยู่
๓ ปี บริบูรณ์ กรุงศรีอยุธยาได้ชัยชนะราชอาณาจักรสุโขทัยก็ลดลงเป็นประเทศราชขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา
แต่เจ้านายเชื้อพระวงศ์ยังได้ปกครองประเทศราชต่อมาอีกประมาณ ๕๐ ปี
๖.๘ ราว พ.ศ. ๑๙๖๗ ในรัชสมัยพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) ไม่มีเจ้านาย ในราชวงศ์พระร่วงซึ่งสามารถจะปกครองเมืองต่อไปได้ สมเด็จพระบรมราชาธิราชจึงทรงอภิเษก
พระราเมศวร ราชโอรสให้เป็นมหาอุปราชขึ้นไปปกครองหัวเมืองเหนือทั้งปวงอยู่ ณ เมืองพิษณุโลก ประเทศไทยจึงได้รวบรวมอาณาเขตทั้งฝ่ายใต้ และฝ่ายเหนือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ข้อ ๗ การวางระเบียบการทหารของไทย
ราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชาธิราช
(เจ้าสามพระยา) ซึ่งได้ครองราชสมบัติต่อมาทรงพระนามว่า
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้ทรงจัดระเบียบการทหาร
ไว้ดังนี้
๗.๑ การตั้งทำเนียบยศ
หรือเรียกว่า ทำเนียบศักดินา คือ
ตั้งอัตราไว้ในกฎหมายว่า
บุคคลชั้นยศใด
จะมีที่นาได้เท่าใด เช่นกำหนดว่า ไพร่พลเมืองคนหนึ่ง จะมีนาได้เพียง ๑๐
ไร่เป็นอย่างมาก
หรือเจ้าพระยาเสนาบดี มีที่นาได้
๑๐,๐๐๐ ไร่ เป็นต้น
๗.๒ การจัดทำเนียบหัวเมือง คือ จัดให้หัวเมืองเหนือ ขึ้นตรงต่อกรุงศรีอยุธยาทำนองเดียวกับ หัวเมืองชั้นใน บรรดาเมืองที่อยู่ห่างออกไปก็จัดเป็นเมือง พระยามหานคร เช่น เมืองนครราชสีมา เมืองนครศรีธรรมราช เมืองตะนาวศรี เมืองทะวาย ให้มีผู้ว่าราชการมีอำนาจบังคับบัญชาสิทธิ์ขาดเป็นเมือง ๆ ไป
๗.๓ ตั้งทำเนียบหน้าที่กระทรวงทบวงการ คือ การแบ่งหน้าที่ราชการเป็นฝ่ายทหารและพลเรือน
๗.๓.๒ ฝ่ายทหาร ให้มีอัครมหาเสนาบดีที่สมุหกลาโหม เป็นหัวหน้าราชการทั้งปวงในฝ่ายทหาร
มีเสนาบดีชั้นแม่ทัพประจำการรองลงไป
๗.๔
แต่ข้าราชการไพร่พลทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนก็ยังคงเป็นทหารทำการรบพุ่ง ในเวลามีศึกสงครามอยู่เหมือนอย่างแต่เดิม
และวิธีเกณฑ์คนก็ยังคงเป็นอย่างเดียวกัน ทั้งฝ่ายทหาร และฝ่ายพลเรือนตลอดมา
เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้เสด็จสวรรคตแล้ว สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒
ซึ่งเป็นราชโอรสได้เสวยราชครองกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๐๓๔
ถึง พ .ศ. ๒๐๗๒ รวมเป็นเวลา ๓๘ ปี
พระองค์ได้ทรงจัดการอันเกี่ยวกับการทหารเพิ่มเติมจากสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
ซึ่งนับว่าเป็นตัวอย่างอันประเสริฐสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน คือ
๗.๔.๑ การทำตำราพิชัยสงคราม
๗.๔.๒ การสารบาญชี
๗.๔.๓ การทำพิธีตามหัวเมือง
การทำสารบาญชี คือ การทำบัญชีรี้พล
จัดเป็นระเบียบวิธีเกณฑ์คนเข้ารับราชการทหารและพลเรือนให้สามารถเรียกเข้ากองทัพได้ทันท่วงที จัดระเบียบการควบคุมผู้คนให้เป็น
หมวด กอง กรมต่าง ๆ ซึ่งการทำสารบาญชีนี้ แต่ก่อน ๆ มา ฝ่ายกลาโหม เป็นพนักงานทำบัญชีฝ่ายทหาร ฝ่ายมหาดไทยเป็นพนักงาน ทำบัญชีฝ่ายพลเรือน
เป็นการแยกกันอยู่ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้ง กรมพระสุรัสวดี ขึ้นสำหรับเป็นพนักงานทำบัญชีพลทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน กรมพระสุรัสวดี จึงได้อุบัติขึ้น แต่นั้นมา และเป็นแบบแผนสืบมาจนถึงสมัย
กรุงรัตนโกสินทร์
การทำพิธีตามหัวเมืองหรือที่เรียกว่า
การทำพิธีทุกหัวเมือง ข้อนี้
สมเด็จกรมพระดำรง
ราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า คงเป็นการจัดระเบียบการกองทหารตามหัวเมือง เนื่องด้วยการทำ
สารบาญชีที่ได้กล่าวและ
มีเค้าเงื่อนอยู่ในทำเนียบตำแหน่งกรมการหัวเมืองชั้นเดิม คือ มีตำแหน่งสัสดี
เป็นพนักงานกรมพระสุรัสวดี อยู่ประจำทุกเมือง แต่ตำแหน่งขุนพล ขุนมหาดไทย มีแต่หัวเมือง
พระยามหานคร
เมืองชั้นในหามีไม่คงเป็นเพราะรี้คนพลเมืองชั้นในจัดระเบียบเข้ากองทัพหลวงในราชธานี แต่เมืองพระยามหานครนั้น
ได้จัดระเบียบเป็นกองทัพต่างหาก ตามลักษณะที่กล่าวมาแล้วชั้นนี้จัดลงตำราให้รู้จำนวนพลและกระบวนทัพหัวเมืองได้ในราชธานีอยู่เสมอจึงเรียกว่าทำพิธีทั่วทุกเมือง
กรมพระสุรัสวดี ซึ่งอุบัติขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ มีหน้าที่รักษาทะเบียน หางว่าวบัญชีคุมไพร่พลทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนทุกหัวเมืองทั่วประเทศ กรมนี้จึงเป็น
กรมใหญ่ มีฐานะคล้ายกระทรวง ควบคุมบัญชีกำลังพลทั่วประเทศ กำกับทั้งฝ่ายกลาโหมและฝ่ายมหาดไทยในการจ่ายเลข เพื่อนำคนมาเป็นทหาร ผู้บังคับบัญชากรมขึ้นต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทะเบียนบัญชีจำนวนไพร่พล ของกรมกองต่าง ๆ ต้องส่งให้กรมพระสุรัสวดีทราบ และเป็นผู้รับผิดชอบในการเกณฑ์ไพร่พลเข้ากองทัพ เมื่อต้องการกำลังพลเข้าทำการรบ ในบางครั้งเจ้ากรมสุรัสวดี ก็ออกเป็น แม่ทัพบัญชาการรบเอง ในตอนกลางสมัยกรุงศรีอยุธยารัฐบาลอนุญาตให้ไพร่พลเสียเงินค่าราชการแทนการเข้าเวร และกำหนดให้ไพร่ตามหัวเมืองส่งส่วยแก่รัฐบาล ฉะนั้น กรมพระสุรัสวดีจึงต้องรับหน้าที่ในเรื่องส่วยและเงินราชการเพิ่มขึ้นอีก
ข้อ ๘ การทหารสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึง รัชกาลที่ ๔
ยังคงใช้วิธีการเกณฑ์กำลังทหาร และ
ข้อกำหนดกฎหมายเช่นเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยายังมิได้ออกกฎหมายเป็นการเฉพาะ จนถึง
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
ได้ทรงนำแบบอย่างการปกครองและการจัดกองทัพแบบชาติยุโรปมาใช้เป็นครั้งแรก
โดยได้ตรากฎหมายและจัดตั้งกระทรวง
ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องกับการเกณฑ์กำลังทหาร ดังต่อไปนี้
๘.๑ พ.ศ. ๒๔๒๙ จัดตั้งกรมยุทธนาธิการ เป็น
กรมบัญชาทหารทั่วไป
ซึ่งกรมสัสดีได้
เริ่ม
ก่อตัวขึ้นเป็นครั้งแรก
โดยเรียกชื่อตามหน้าที่ที่กระทำ
เช่น พนักงานตรวจสอบ
พนักงานบาญชี และพนักงานรับส่งเลข
เป็นต้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ดังกล่าวขึ้นอยู่กับ
เจ้าพนักงานใหญ่ผู้ช่วยบัญชาการทหารบก เป็นการแบ่งเบาภาระหน้าที่ของ
กรมพระสุรัสวดี อีกชั้นหนึ่ง
แต่ยังคงดำเนินการเกี่ยวข้องอยู่กับกรมพระสุรัสวดี
๘.๒ พ.ศ. ๒๔๓๓ (ร.ศ.๑๐๙) ให้ตรา พ.ร.บ.ยกกรมยุทธนาธิการ ขึ้นเป็น กระทรวง
ยุทธนาธิการ ซึ่งงานในหน้าที่สัสดี ขึ้นอยู่กับกรมยุทธนาธิการ ในตำแหน่ง หัวหน้าเวนบัญชีพล , หัวเวน จัดการพล, และ กองชำระคน เป็นต้น
๘.๓
พ.ศ.
๒๔๓๕ (ร.ศ.๑๑๑) จัดระเบียบกระทรวงเสนาบดีขึ้นใหม่ตั้งเป็น
๑๒ กระทรวงกำหนดหน้าที่กระทรวงกลาโหม
กระทรวงมหาดไทย และอื่นๆ กรมพระสุรัสวดีไปรวมอยู่กับ กระทรวงเมือง กระทรวงยุทธนาธิการลดฐานะเป็นกรมยุทธนาธิการ
งานในหน้าที่สัสดีขึ้นอยู่กับกรมยกกระบัตรใหญ่ทหารบก
๘.๔ พ.ศ. ๒๔๓๗ (ร.ศ.๑๑๓) ประกาศจัดระเบียบกระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทยขึ้นใหม่ ยกกรมพระสุรัสวดีไปขึ้นต่อกระทรวงกลาโหม ยุบเลิกงานในหน้าที่สัสดีที่ขี้นอยู่กับกรมยกกระบัตรทหารบกใหญ่ จัดตั้งพนักงานเวนบัญชีพล (งานสัสดี) ขึ้นใหม่ชื่อว่า เวนฝึกหัดจัดการบาญชีพล เป็นหน่วยย่อยขึ้นต่อ กรมปลัดทหารบกใหญ่ในกรมยุทธนาธิการ ตั้งแต่ ๑ มกราคม ๒๔๓๘ (ร.ศ.๑๑๔) งานในหน้าที่สัสดีจึงได้แยกเป็นหน่วยงานโดยเฉพาะตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
๘.๕ พ.ศ. ๒๔๔๐ (ร.ศ.๑๑๖) ยุบเลิกตำแหน่ง
เวนฝึกหัดจัดการบาญชีพล จัดตั้ง
หน่วยงานใหม่ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบมากขึ้น
ชื่อว่า สมุหบาญชีใหญ่ ขึ้นอยู่กับกรมยุธนาธิการและได้ตั้งตำแหน่ง ผู้ช่วยสมุหบาญชีใหญ่
ขึ้นอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย
๘.๖ พ.ศ. ๒๔๔๑ (ร.ศ.๑๑๗) จัดตั้งตำแหน่ง นายทหารกองนอก ไปประจำอยู่ที่
ศาลากลางของมณฑลต่างๆ
มีหน้าที่เกี่ยวกับการทหารทั้งหมด พ.ศ. ๒๔๔๓ สมุหบาญชีใหญ่จัดช่างสักเลข ๑ คนไปประจำรับราชการอยู่กับ นายทหารกองนอก และกำหนดให้นายทหารกองนอกเป็นเจ้าพนักงานทะเบียนทหารด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง
๘.๗ พ.ศ. ๒๔๔๖ (ร.ศ.๑๒๒) จัดตั้งข้อบังคับลักษณะเกณฑ์ทหาร ร.ศ.๑๒๒ ใช้สำหรับในหัวเมืองมณฑล
หน้าที่ในการเกณฑ์ทหารตกอยู่กับนายทหารกองนอก โดยเปลี่ยนชื่อเป็น ข้าหลวงทหารบก ประจำอยู่ ณ กองข้าหลวงทหารบกทั้ง
๗ มณฑล มีชื่อเรียกตามมณฑลที่สังกัด
เช่น ข้าหลวงทหารบก
ประจำมณฑลกรุงเก่า เป็นต้น
๘.๘ พ.ศ. ๒๔๔๘ (ร.ศ. ๑๒๔) จัดตั้งกรมเกียกกายทัพบก ขึ้นใหม่ขึ้นต่อกรมยุทธนาธิการและ
เอาหน้าที่ สมุหบาญชีใหญ่
ไปเข้าไว้ในกรมเกียกกายทัพบกด้วย ในปีนี้ได้ตรา พ.ร.บ.ลักษณะเกณฑ์ทหาร
ร.ศ. ๑๒๔ ขึ้น และได้ประกาศใช้ทั่วราชอาณาจักร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙
โดยได้จัดตั้ง ผู้ช่วยข้าหลวงทหารบกประจำเมือง ไปประจำในเขตมณฑลที่ประกาศใช้ พ.ร.บ.นี้ ในปีต่อ ๆ มา
ได้จัดตั้งข้าหลวงทหารบกประจำมณฑล, ข้าหลวงทหารบกประจำเมือง และพนักงานทหารประจำอำเภอ
ไปประจำอยู่ตามความจำเป็น
๘.๙ พ.ศ. ๒๔๕๐ (ร.ศ. ๑๒๖) ประกาศใช้ข้อบังคับการเรียกคนเข้ารับราชการทหาร
เป็น
ตำรวจภูธร ร.ศ. ๑๒๖
๘.๑๐
พ.ศ.
๒๔๕๑ (ร.ศ. ๑๒๗) ให้เปลี่ยนชื่อ กรมเกียกกายทัพบก และข้าหลวงทหารบก ดังนี้
๘.๑๐.๑ กรมเกียกกายทัพบก เปลี่ยนชื่อเป็น กรมสัสดี
๘.๑๐.๒ ข้าหลวงทหารบกประจำมณฑล เปลี่ยนชื่อเป็น
สัสดีมณฑล
๘.๑๐.๓ ผู้ช่วยข้าหลวงทหารบกประจำเมือง เปลี่ยนชื่อเป็น สัสดีเมือง
๘.๑๐.