วิธีการเกณฑ์กำลังทหาร

ประวัติการทหารและสารบัญชีของไทย

การวางระเบียบการทหารของไทย

การทหารสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

 

ตอนที่     

 

การรับราชการทหารและประวัติความเป็นมา

                        ประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ว่า “ สงคราม “  เป็นระเบียบการของโลก เป็นประเพณีที่คู่ควร มากับโลกแต่ดึกดำบรรพ์ ไม่มีชาติใดภาษาใดในโลกที่จะก่อร่างสร้างตัวเป็นปึกแผ่นแน่นหนาโดยไม่ได้ผ่านการสงครามมา  หมู่ชนหรือชาติใดที่ได้รวบรวมกันขึ้นเป็นอาณาจักรอยู่อย่างอิสระ จำเป็นต้องหาวิธีป้องกันตนเอง  และจัดหากำลังไว้สำหรับป้องกันประเทศชาติ    ให้พ้นจากเงื้อมมือของเหล่าศัตรู    ที่จะยกมาแย่งชิงอาณาเขตหรือทำลายความเป็นอิสระภาพของชนชาติตนให้เสื่อมสูญไป       การกระทำเช่นนี้เป็นลักษณะและวิสัยของมนุษย์ทุกชาติที่ต้องการความเป็นไทแก่ตนเอง  ไม่ต้องการที่จะอยู่ในบังคับและถูกกดขี่บีบคั้นจากชนชาติอื่น ด้วยเหตุนี้การเกณฑ์คนมาเป็นทหาร  เพื่อเป็นกำลังอำนาจให้ประเทศชาติในการที่จะป้องกันข้าศึกศัตรู   จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกระทำทั้งในอดีต  ปัจจุบัน และอนาคต

              ข้อ ๑  วิธีการเกณฑ์กำลังทหาร  โดยทั่วไปมีวิธีดำเนินการ ดังนี้

                         .  คัดเลือกชายฉกรรจ์เข้ามาเป็นทหาร

                          .๒ วางระเบียบการควบคุม   บังคับบัญชา    ให้สามารถใช้กำลังทำการรบได้ทัน                  ท่วงทีตามความต้องการ

                         .  ฝึกและอบรมให้ชำนาญในการยุทธวิธี

              ข้อ ๒ วิธีการเกณฑ์กำลังทหารของชนชาติต่าง ๆ     การเกณฑ์กำลังทหารของแต่ละชนชาตินั้น        มีวิธีการต่าง ๆ กัน  เช่น

                        .๑ บางประเทศให้ผู้ชายทำการรบ แต่ผู้หญิงเป็นฝ่ายประกอบการหาเลี้ยงผู้ชาย

            .๒ บางประเทศจ้างคนชาติอื่นมาเป็นทหาร

            .  บางประเทศเกณฑ์พลเมืองมาเป็นทหารชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วปลดให้พ้นหน้าที่          ไปประกอบอาชีพตามภูมิลำเนาของตน

                        .. บางประเทศพลเมืองมีการศึกษาดี  มีความรู้สึกรับผิดชอบในหน้าที่ของลูกผู้ชาย       จึงมีความยินดีและเต็มใจที่จะอาสาสมัครเข้ารับราชการเพื่อเป็นการสนองคุณชาติ

ข้อ ๓ การเกณฑ์กำลังทหารของไทย   สำหรับประเทศไทยของเรานั้นแต่เดิมสันนิษฐานว่าตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตอนเหนือของประเทศจีนปัจจุบัน  หลังจากถูกชนชาติจีนรุกราน    เมื่อราว พ.. ๘๐๐    จึงได้สละมณฑลฮุนหนำ  กุยจิ๋ว  กวางไส  และกวางตุ้ง   ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่เดิมนั้นเสียแล้วพากันอพยพครอบครัวลงมาทางทิศใต้ เพื่อหาถิ่นที่อยู่ใหม่     โดยอพยพมาอยู่รวมกันเป็นหมู่เป็นพวก      ในบรรดาพวกที่มาด้วยกันนั้นถ้าใครเป็นผู้ใหญ่มีผู้เคารพนับถือมากก็จะถูกยกขึ้นเป็น  “ เจ้าหมู่ “    คือเป็นหัวหน้าของหมู่ชนนั้น   รองลงมาถ้าใครเป็นหัวหน้าครอบครัวใดก็ควบคุมลูกหลานวงศ์วานของตน    ให้มีกำลังเป็นกลุ่มเป็นก้อนทั้งในเวลาปกติ   และในโอกาสที่จะออกรบพุ่งกับข้าศึกศัตรูที่มารุกราน เพื่อขับไล่ให้ออกไปจากภูมิลำเนาที่ตนมีหลักฐานอยู่ในขณะนั้น

ข้อ ๔ ลักษณะการเกณฑ์กำลังทหารของไทยโบราณ

            .๑ บังคับชายไทยทุกคนต้องเป็นทหาร

          .๒ มีการควบคุมเป็นหมู่ เป็นพวกตามวงศ์สกุล ญาติพี่น้อง โดยมีหัวหน้าเป็น  “ เจ้าหมู่ “          ทำหน้าที่เป็นทั้ง “ นายหมู่ “  และ “ นายกอง “  ทั้งสองตำแหน่ง (ฝ่ายปกครองและฝ่ายทหาร)

                        .. “ เจ้าหมู่ “ ขึ้นการบังคับบัญชากับ  “ เจ้าเมือง “ ซึ่งเป็นหัวหน้าปกครองอาณาเขต  นั้น ๆ  อีกชั้นหนึ่ง

                                         .  เมื่อ “เจ้าเมือง“ต้องการรวบรวมกำลังเพื่อต่อสู้ข้าศึกศัตรูเมื่อใดก็จะสั่ง “นายบ้าน “

หรือ “ เจ้าหมู่ “ ให้เกณฑ์คนที่สังกัดอยู่ตามหมู่และพวกของนายบ้าน นั้น ๆ รวบรวมกำลังจัดตั้งเป็นกองทัพ เพื่อ  รบพุ่ง ขับไล่ข้าศึกศัตรู

                        .๕ การจัดตั้งกำลังเป็นกองทัพ กำลังพลหมู่เหล่าต่าง ๆ ต้องจัดหาศาสตราวุธ พาหนะและเสบียงอาหารของตนไปเองทั้งสิ้น

                        .๖ ประเพณีนิยมการเกณฑ์กำลังทหารของไทยแต่โบราณ   ถือเอาวงศ์สกุลเป็นเกณฑ์   คือ   ถ้าบิดาเป็นทหาร    ลูก   หลาน   เหลน   ก็ต้องเป็นทหารตามบิดา สืบเนื่องต่อมาจนถึงรัชสมัย        พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  จึงได้มีการเปลี่ยนแปลง

            ข้อ ๕   ประวัติการทหาร และ การสารบัญชีของไทย

                        นับตั้งแต่ไทยได้ทิ้งถิ่นฐานเดิมและพากันอพยพลงมาทางทิศใต้นั้น ไทยต้องรวบรวมกัน   อยู่เป็นหมู่เป็นพวกเพื่อต่อสู้ศัตรูที่มารบกวน เพราะดินแดนแห่งใหม่ที่ไทยอพยพลงมานั้น เดิมเป็นแคว้นของชาติละว้า (ลาว)  มอญ และขอม (เขมร)    จึงเป็นธรรมดาที่จะต้องถูกเจ้าของเดิมพยายามขับไล่อยู่เสมอ    แต่อาศัยความสามัคคีและความมีใจเป็นนักรบของชนชาติไทยในครั้งนั้น    ไทยจึงสามารถตั้งเมืองมีขอบเขตเป็นหลักฐานใน สมัยต้น  เมือง คือ

                        .   เมือง “ สิบเก้าเจ้าฟ้า “  ต่อมาได้นามว่า “ ไทยใหญ่ “ หรือ  “ เงี้ยว “  ตั้งบ้านเรือนอยู่ทางลุ่มแม่น้ำสาละวิน

                        .   เมือง “ สิบสองเจ้าไทย “ หรือ “ สิบสองจุไทย “ (ปัจจุบันอยู่ทางเหนือเมือง

หลวงพระบาง)  ตั้งบ้านเรือนอยู่ทางฝั่งตะวันออกของลุ่มแม่น้ำโขง

                        .  เมือง “ สิบสองปันนา “  หรือ “ เชียงรุ้ง “ ตั้งบ้านเรือนอยู่ทางฝั่งตะวันตกของลุ่ม     แม่น้ำโขง

                        .  ต่อมาเมือง “ สิบสองจุไทย” และเมือง “ สิบสองปันนา “ ได้ชื่อว่า “ ไทยน้อย “ ซึ่งก็คือไทยเราปัจจุบันนี้นั่นเอง

                        .  อาณาจักรไทยทั้งปวงที่ตั้งขึ้นนี้ต่างก็เป็นอิสระต่อกันบ้าง     เป็นพันธมิตรบ้านพี่เมืองน้องกันบ้าง   ตามแต่อำนาจและความสามารถของผู้ปกครองแคว้นในสมัยนั้น

            ข้อ ๖  การขยายและรวบรวมอาณาเขตของชนชาติไทย

                        .  ราว  .. ๑๔๐๐   แคว้นสิบสองเจ้าไทยมีหัวหน้าชาตินักรบคนสำคัญเกิดขึ้น      คือ    “ ขุนบรม” เจ้าเมืองแถง ได้เป็นผู้นำพวก “ ไทยน้อย  “   ขยายอาณาเขตลงมาทางใต้ ได้เขตแดนขอมทางฝั่งขวา ของแม่น้ำโขง และได้ตั้งเมืองขึ้น    เมือง คือ  ทางฝั่งตะวันออกให้ชื่อว่า “ แดนลานช้าง “ ตั้งเมือง  “ เซ่า “ (ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงพระบาง) เป็นเมืองหลวง   ทางฝั่งตะวันตกเรียกว่า “ แดนลานนา “   เป็นเมืองหลวงและ  ต่อมาได้สร้างเมืองเชียงแสนเป็นเมืองหลวงของแดนลานนาในภายหลัง

                        .ราว  .. ๑๗๐๐   “ ท้าวมหาพรม “    เจ้าเมืองเชียงราย ได้นำไทยขับไล่พวกขอม    ซึ่งปกครองหัวเมืองลาวในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา    ชิงเอาดินแดนได้ต่อลงมาทางทิศใต้จนถึงเมืองสวรรคโลก  ไทยจึงได้ที่มั่นวางรากฐานสร้างเมืองในดินแดนสยามเป็นครั้งแรกในปีนั้น

                        .๓ ราว พ.. ๑๘๐๐ ขอมกับไทยเกิดรบพุ่งกันขึ้นอีก ไทยเป็นฝ่ายมีชัย พระร่วงได้ขึ้นเป็นใหญ่ในแดนสยาม   (ปัจจุบันคือเมืองพิษณุโลก  และนครสวรรค์)      ตั้งเมืองสุโขทัยเป็นราชธานี  

“พระร่วง “  หรือ  “ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ “ จึงเป็นต้นราชวงศ์พระร่วง  ครองกรุงสุโขทัยสืบมา

                        .๔ พระเจ้ารามคำแหงราชโอรสองค์ที่ ๓ ของ “ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ “  เป็นผู้ที่เข้มแข็งและ   มีอานุภาพมาก   ได้ขยายอาณาเขตออกไปทางทิศเหนือได้เมืองแพร่  น่าน ตลอดไปจนแม่น้ำโขง   ทางทิศตะวันออกได้ดินแดนขอมทางฝ่ายเหนือ  (ปัจจุบันคือมณฑลอุดร)    จนถึงเมืองเวียงจันทน์  เวียงคำ  ทางทิศใต้ได้เมืองเป็นอาณาเขตจนสุดแหลมมาลายู        ทางทิศตะวันตกได้หัวเมืองมอญทั้งหมดจนถึงเมืองหงสาวดี  เมื่อพระเจ้ารามคำแหงสวรรคต พระเจ้าเลอไทยราชโอรส ได้ครองราชสมบัติต่อมา เป็นรัชกาลที่ ๔   ในราชวงศ์พระร่วง   หัวเมืองมอญได้ก่อกบฏขึ้น   กองทัพกรุงสุโขทัยยกไปปราบปราม  

แต่ไม่สามารถเอาชนะได้   หัวเมืองมอญจึงได้ตั้งตนเป็นอิสระแต่นั้นมา  และด้วยความอ่อนกำลังของ

กรุงสุโขทัยในครั้งนั้น เมืองเวียงจันทน์ เวียงคำ ก็พลอยเป็นอิสระไปด้วย

                        .๕ เมืองอู่ทองหัวเมืองชั้นเอกของกรุงสุโขทัย เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางเขตแดนระหว่างขอมกับไทย เจ้าเมืองอู่ทองมีหน้าที่รักษาเขตแดนด้านนี้   ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าเลอไทย  เจ้าเมืองอู่ทองสามารถรบชนะขอมชิงเอาดินแดนขอมด้านตะวันออก  ได้เมืองลพบุรีและหัวเมืองต่าง ๆ  ที่อยู่ในมณฑลปราจีนบุรีบัดนี้   และได้ขยายเขตแดนเมืองอู่ทองออกไปทางตะวันออกจนได้ปากแม่น้ำเจ้าพระยาไว้ในอาณาเขต ทั้งหมด

                        .  ราว  .. ๑๘๙๐  พระเจ้าเลอไทยสวรรคต    พระเจ้าอู่ทองได้ย้ายเมืองไปอยู่เมืองอยุธยา  และได้สร้างกรุงศรีอยุธยาขึ้น ตั้งเป็นอิสระ ไม่ยอมขึ้นต่อกรุงสุโขทัยในอีก ๓ ปี ต่อมา ซึ่งตรงกับ

รัชสมัยของพระเจ้าธรรมราชาลิไทยโอรสของพระเจ้าเลอไทย  เป็นรัชกาลที่ ๕   ในราชวงศ์พระร่วง  เมื่อ  พระเจ้าอู่ทองประกาศตนเป็นอิสระภาพนั้น      พวกเจ้าเมืองฝ่ายใต้ได้พากันอ่อนน้อมยอมเป็นพวกของ

พระเจ้าอู่ทองหมดทุกเมือง  พระเจ้าอู่ทองจึงมีกำลังมากจนสามารถรุกตีได้เมืองนครธม  อันเป็นเมืองหลวงของขอมและได้หัวเมืองมณฑลนครราชสีมา  และมณฑลจันทบุรี    ไว้เป็นอาณาเขตอีกด้วย  พระเจ้าธรรมราชาลิไท  เมื่อเห็นกรุงศรีอยุธยามีอำนาจมากจึงยอมเป็นไมตรีอย่างบ้านพี่เมืองน้องกับ กรุงศรีอยุธยาด้วย

                        .เมื่อพระเจ้าธรรมราชาลิไทย  และพระเจ้าอู่ทอง  หรือที่เรียกกันว่า

“ สมเด็จพระรามาธิบดี “  ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาต่างก็ได้สวรรคตลง พระมหาธรรมราชาไสยลือไทยโอรสของพระเจ้าธรรมราชาลิไทยกับสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (พะงั่ว)ได้เกิดรบพุ่งกันขึ้นรบกันอยู่ ๓ ปี บริบูรณ์ กรุงศรีอยุธยาได้ชัยชนะราชอาณาจักรสุโขทัยก็ลดลงเป็นประเทศราชขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา    แต่เจ้านายเชื้อพระวงศ์ยังได้ปกครองประเทศราชต่อมาอีกประมาณ  ๕๐ ปี

                        .๘ ราว พ.. ๑๙๖๗  ในรัชสมัยพระบรมราชาธิราชที่(เจ้าสามพระยา)  ไม่มีเจ้านาย ในราชวงศ์พระร่วงซึ่งสามารถจะปกครองเมืองต่อไปได้      สมเด็จพระบรมราชาธิราชจึงทรงอภิเษก

พระราเมศวร ราชโอรสให้เป็นมหาอุปราชขึ้นไปปกครองหัวเมืองเหนือทั้งปวงอยู่  ณ เมืองพิษณุโลก ประเทศไทยจึงได้รวบรวมอาณาเขตทั้งฝ่ายใต้ และฝ่ายเหนือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

            ข้อ ๗ การวางระเบียบการทหารของไทย

                        การวางระเบียบการทหารของไทย ได้ปรากฏชัดเจน     ในรัชสมัยของสมเด็จพระราเมศวร

ราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชาธิราช (เจ้าสามพระยา)     ซึ่งได้ครองราชสมบัติต่อมาทรงพระนามว่า

“ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ “  ได้ทรงจัดระเบียบการทหาร ไว้ดังนี้

                        .๑ การตั้งทำเนียบยศ   หรือเรียกว่า “ ทำเนียบศักดินา “ คือ  ตั้งอัตราไว้ในกฎหมายว่า

บุคคลชั้นยศใด จะมีที่นาได้เท่าใด เช่นกำหนดว่า ไพร่พลเมืองคนหนึ่ง จะมีนาได้เพียง  ๑๐  ไร่เป็นอย่างมาก       หรือเจ้าพระยาเสนาบดี มีที่นาได้  ๑๐,๐๐๐ ไร่ เป็นต้น

                        .๒ การจัดทำเนียบหัวเมือง คือ จัดให้หัวเมืองเหนือ  ขึ้นตรงต่อกรุงศรีอยุธยาทำนองเดียวกับ      หัวเมืองชั้นใน  บรรดาเมืองที่อยู่ห่างออกไปก็จัดเป็นเมือง “ พระยามหานคร “   เช่น   เมืองนครราชสีมา  เมืองนครศรีธรรมราช  เมืองตะนาวศรี  เมืองทะวาย  ให้มีผู้ว่าราชการมีอำนาจบังคับบัญชาสิทธิ์ขาดเป็นเมือง ๆ ไป

                         .ตั้งทำเนียบหน้าที่กระทรวงทบวงการ  คือ การแบ่งหน้าที่ราชการเป็นฝ่ายทหารและพลเรือน  

                                 ..     ฝ่ายพลเรือน  ให้มีอัครมหาเสนาบดีที่สมุหนายกเป็นหัวหน้าราชการฝ่ายพลเรือน และเอาหัวหน้าพนักงานการพลเรือนที่มีประจำพระนครมาแต่ก่อน    ยกขึ้นเป็นเสนาบดีชั้นรองลงมาเรียกว่า              “ จัตุสดมภ์ “ ( เวียง  วัง  คลัง  นา )

                                  ..     ฝ่ายทหาร     ให้มีอัครมหาเสนาบดีที่สมุหกลาโหม  เป็นหัวหน้าราชการทั้งปวงในฝ่ายทหาร มีเสนาบดีชั้นแม่ทัพประจำการรองลงไป

                           .๔ แต่ข้าราชการไพร่พลทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนก็ยังคงเป็นทหารทำการรบพุ่ง  ในเวลามีศึกสงครามอยู่เหมือนอย่างแต่เดิม และวิธีเกณฑ์คนก็ยังคงเป็นอย่างเดียวกัน ทั้งฝ่ายทหาร และฝ่ายพลเรือนตลอดมา    เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้เสด็จสวรรคตแล้ว  สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒   ซึ่งเป็นราชโอรสได้เสวยราชครองกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่ พ.. ๒๐๓๔  ถึง  .. ๒๐๗๒   รวมเป็นเวลา  ๓๘ ปี     พระองค์ได้ทรงจัดการอันเกี่ยวกับการทหารเพิ่มเติมจากสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  ซึ่งนับว่าเป็นตัวอย่างอันประเสริฐสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน คือ

                                   ..  การทำตำราพิชัยสงคราม

                                   ..  การสารบาญชี

                                    ..  การทำพิธีตามหัวเมือง

                        การทำสารบาญชี   คือ  การทำบัญชีรี้พล   จัดเป็นระเบียบวิธีเกณฑ์คนเข้ารับราชการทหารและพลเรือนให้สามารถเรียกเข้ากองทัพได้ทันท่วงที  จัดระเบียบการควบคุมผู้คนให้เป็น หมวด  กอง กรมต่าง ๆ  ซึ่งการทำสารบาญชีนี้  แต่ก่อน ๆ มา ฝ่ายกลาโหม  เป็นพนักงานทำบัญชีฝ่ายทหาร   ฝ่ายมหาดไทยเป็นพนักงาน   ทำบัญชีฝ่ายพลเรือน เป็นการแยกกันอยู่ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย 

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้ง   “ กรมพระสุรัสวดี “     ขึ้นสำหรับเป็นพนักงานทำบัญชีพลทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน  กรมพระสุรัสวดี  จึงได้อุบัติขึ้น   แต่นั้นมา  และเป็นแบบแผนสืบมาจนถึงสมัย

กรุงรัตนโกสินทร์

                        การทำพิธีตามหัวเมืองหรือที่เรียกว่า การทำพิธีทุกหัวเมือง  ข้อนี้ สมเด็จกรมพระดำรง

ราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า  “ คงเป็นการจัดระเบียบการกองทหารตามหัวเมือง  เนื่องด้วยการทำ

สารบาญชีที่ได้กล่าวและ    มีเค้าเงื่อนอยู่ในทำเนียบตำแหน่งกรมการหัวเมืองชั้นเดิม    คือ  มีตำแหน่งสัสดี      เป็นพนักงานกรมพระสุรัสวดี อยู่ประจำทุกเมือง  แต่ตำแหน่งขุนพล    ขุนมหาดไทย   มีแต่หัวเมือง

พระยามหานคร    เมืองชั้นในหามีไม่คงเป็นเพราะรี้คนพลเมืองชั้นในจัดระเบียบเข้ากองทัพหลวงในราชธานี    แต่เมืองพระยามหานครนั้น ได้จัดระเบียบเป็นกองทัพต่างหาก ตามลักษณะที่กล่าวมาแล้วชั้นนี้จัดลงตำราให้รู้จำนวนพลและกระบวนทัพหัวเมืองได้ในราชธานีอยู่เสมอจึงเรียกว่าทำพิธีทั่วทุกเมือง”

                        กรมพระสุรัสวดี   ซึ่งอุบัติขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒    มีหน้าที่รักษาทะเบียน หางว่าวบัญชีคุมไพร่พลทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนทุกหัวเมืองทั่วประเทศ    กรมนี้จึงเป็น

กรมใหญ่  มีฐานะคล้ายกระทรวง   ควบคุมบัญชีกำลังพลทั่วประเทศ    กำกับทั้งฝ่ายกลาโหมและฝ่ายมหาดไทยในการจ่ายเลข      เพื่อนำคนมาเป็นทหาร  ผู้บังคับบัญชากรมขึ้นต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว    ทะเบียนบัญชีจำนวนไพร่พล ของกรมกองต่าง ๆ  ต้องส่งให้กรมพระสุรัสวดีทราบ  และเป็นผู้รับผิดชอบในการเกณฑ์ไพร่พลเข้ากองทัพ   เมื่อต้องการกำลังพลเข้าทำการรบ   ในบางครั้งเจ้ากรมสุรัสวดี ก็ออกเป็น  แม่ทัพบัญชาการรบเอง ในตอนกลางสมัยกรุงศรีอยุธยารัฐบาลอนุญาตให้ไพร่พลเสียเงินค่าราชการแทนการเข้าเวร และกำหนดให้ไพร่ตามหัวเมืองส่งส่วยแก่รัฐบาล   ฉะนั้น  กรมพระสุรัสวดีจึงต้องรับหน้าที่ในเรื่องส่วยและเงินราชการเพิ่มขึ้นอีก

            ข้อ ๘   การทหารสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

                        สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึง รัชกาลที่ ๔  ยังคงใช้วิธีการเกณฑ์กำลังทหาร และ    ข้อกำหนดกฎหมายเช่นเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยายังมิได้ออกกฎหมายเป็นการเฉพาะ   จนถึง       รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงนำแบบอย่างการปกครองและการจัดกองทัพแบบชาติยุโรปมาใช้เป็นครั้งแรก   โดยได้ตรากฎหมายและจัดตั้งกระทรวง  ทบวง  กรม  ที่เกี่ยวข้องกับการเกณฑ์กำลังทหาร      ดังต่อไปนี้

                        .๑ พ.. ๒๔๒๙  จัดตั้งกรมยุทธนาธิการ  เป็น “ กรมบัญชาทหารทั่วไป “  ซึ่งกรมสัสดีได้ เริ่ม     ก่อตัวขึ้นเป็นครั้งแรก  โดยเรียกชื่อตามหน้าที่ที่กระทำ  เช่น พนักงานตรวจสอบ  พนักงานบาญชี และพนักงานรับส่งเลข  เป็นต้น  ซึ่งเจ้าหน้าที่ดังกล่าวขึ้นอยู่กับ   เจ้าพนักงานใหญ่ผู้ช่วยบัญชาการทหารบก เป็นการแบ่งเบาภาระหน้าที่ของ กรมพระสุรัสวดี  อีกชั้นหนึ่ง   แต่ยังคงดำเนินการเกี่ยวข้องอยู่กับกรมพระสุรัสวดี

                        .  .. ๒๔๓๓ (..๑๐๙) ให้ตรา พ...ยกกรมยุทธนาธิการ ขึ้นเป็น กระทรวง

ยุทธนาธิการ  ซึ่งงานในหน้าที่สัสดี ขึ้นอยู่กับกรมยุทธนาธิการ ในตำแหน่ง หัวหน้าเวนบัญชีพล , หัวเวน    จัดการพล, และ กองชำระคน เป็นต้น

                        .  .. ๒๔๓๕ (..๑๑๑)  จัดระเบียบกระทรวงเสนาบดีขึ้นใหม่ตั้งเป็น ๑๒ กระทรวงกำหนดหน้าที่กระทรวงกลาโหม   กระทรวงมหาดไทย และอื่นๆ     กรมพระสุรัสวดีไปรวมอยู่กับ   กระทรวงเมือง  กระทรวงยุทธนาธิการลดฐานะเป็นกรมยุทธนาธิการ งานในหน้าที่สัสดีขึ้นอยู่กับกรมยกกระบัตรใหญ่ทหารบก

                        .๔ พ.. ๒๔๓๗ (..๑๑๓) ประกาศจัดระเบียบกระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทยขึ้นใหม่  ยกกรมพระสุรัสวดีไปขึ้นต่อกระทรวงกลาโหม ยุบเลิกงานในหน้าที่สัสดีที่ขี้นอยู่กับกรมยกกระบัตรทหารบกใหญ่  จัดตั้งพนักงานเวนบัญชีพล (งานสัสดี) ขึ้นใหม่ชื่อว่า “ เวนฝึกหัดจัดการบาญชีพล “  เป็นหน่วยย่อยขึ้นต่อ กรมปลัดทหารบกใหญ่ในกรมยุทธนาธิการ ตั้งแต่ ๑  มกราคม ๒๔๓๘            (..๑๑๔)  งานในหน้าที่สัสดีจึงได้แยกเป็นหน่วยงานโดยเฉพาะตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

                        .๕ พ.. ๒๔๔๐ (..๑๑๖)   ยุบเลิกตำแหน่ง เวนฝึกหัดจัดการบาญชีพล จัดตั้ง

หน่วยงานใหม่ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบมากขึ้น ชื่อว่า “ สมุหบาญชีใหญ่ “ ขึ้นอยู่กับกรมยุธนาธิการและได้ตั้งตำแหน่ง ผู้ช่วยสมุหบาญชีใหญ่ ขึ้นอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย

                        .๖ พ.. ๒๔๔๑ (..๑๑๗)  จัดตั้งตำแหน่ง “ นายทหารกองนอก “ ไปประจำอยู่ที่

ศาลากลางของมณฑลต่างๆ มีหน้าที่เกี่ยวกับการทหารทั้งหมด  .. ๒๔๔๓  สมุหบาญชีใหญ่จัดช่างสักเลข ๑ คนไปประจำรับราชการอยู่กับ “ นายทหารกองนอก “  และกำหนดให้นายทหารกองนอกเป็นเจ้าพนักงานทะเบียนทหารด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง

                        .๗ พ.. ๒๔๔๖  (..๑๒๒)   จัดตั้งข้อบังคับลักษณะเกณฑ์ทหาร ร..๑๒๒   ใช้สำหรับในหัวเมืองมณฑล  หน้าที่ในการเกณฑ์ทหารตกอยู่กับนายทหารกองนอก โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “ ข้าหลวงทหารบก “ ประจำอยู่ ณ กองข้าหลวงทหารบกทั้ง ๗ มณฑล มีชื่อเรียกตามมณฑลที่สังกัด  เช่น  ข้าหลวงทหารบก ประจำมณฑลกรุงเก่า เป็นต้น

                        .๘ พ.. ๒๔๔๘ (.. ๑๒๔) จัดตั้งกรมเกียกกายทัพบก ขึ้นใหม่ขึ้นต่อกรมยุทธนาธิการและ เอาหน้าที่ สมุหบาญชีใหญ่   ไปเข้าไว้ในกรมเกียกกายทัพบกด้วย ในปีนี้ได้ตรา ...ลักษณะเกณฑ์ทหาร   .. ๑๒๔ ขึ้น  และได้ประกาศใช้ทั่วราชอาณาจักร เมื่อ พ.. ๒๔๕๙  โดยได้จัดตั้ง  “ ผู้ช่วยข้าหลวงทหารบกประจำเมือง  “ ไปประจำในเขตมณฑลที่ประกาศใช้ พ...นี้   ในปีต่อ ๆ มา ได้จัดตั้งข้าหลวงทหารบกประจำมณฑล, ข้าหลวงทหารบกประจำเมือง และพนักงานทหารประจำอำเภอ ไปประจำอยู่ตามความจำเป็น

                        .    .. ๒๔๕๐ (.. ๑๒๖)  ประกาศใช้ข้อบังคับการเรียกคนเข้ารับราชการทหาร

เป็น ตำรวจภูธร  .. ๑๒๖

                        .๑๐  .. ๒๔๕๑ (.. ๑๒๗) ให้เปลี่ยนชื่อ กรมเกียกกายทัพบก และข้าหลวงทหารบก ดังนี้

                                  .๑๐.    กรมเกียกกายทัพบก               เปลี่ยนชื่อเป็น  กรมสัสดี

                                  .๑๐.   ข้าหลวงทหารบกประจำมณฑล       เปลี่ยนชื่อเป็น  สัสดีมณฑล

                                  .๑๐.   ผู้ช่วยข้าหลวงทหารบกประจำเมือง  เปลี่ยนชื่อเป็น  สัสดีเมือง

                                              .๑๐.